[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: คุยประสาชาวใต้
  • ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
    คุยประสาชาวใต้ : อัพเดทเมื่อ เสาร์ ที่ 21 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2555


    “คาร์บอมบ์” กลางใจเมืองสุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดยมีเป้าที่ บริษัทโปรคอมพิวเตอร์แอนด์โอเอ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นตำ 4 คูหา 4 ชั้น ที่ทำธุรกิจคอมพิวเตอร์ ที่ใหญ่ที่สุด ใน อ.สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็น เมืองเศรษฐกิจ ติดชายแดนประเทศมาเลซีย แม้จะมีเพียงผู้บาดเจ็บ โดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ได้สร้างความเสียหายอย่างแรงต่อความเชื่อมั่นของอำนาจรัฐ และทำลายเศรษฐกิจการท่องเที่ยว อย่างรุนแรง เช่นเดียวกับ “คาร์บอมบ์” ที่ใต้ถุนโรงแรม ลีการ์เด้นท์พลาซ่า หาดใหญ่ และ ย่านธุรกิจการค้า ถนน รวมมิตร เทศบาลนครยะลา เมื่อ 2 เดือน ก่อน

                    และเหตุการณ์ ทั้ง 3 เหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในตัวเมือง ในและย่านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น”ไข่แดง” ของพื้นที่ เป็นที่ชัดเจน โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆทั้งสิ้นว่า สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2555 เปลี่ยนจาก การก่อความไม่สงบ มาเป็นการ ก่อการร้าย อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  สภาความมั่นคงแห่งชาติ และ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ รวมทั้ง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องรับความจริง  เพื่อที่จะได้รับมือกับสถานการณ์ และที่สำคัญคือการ ปรับเปลี่ยน ยุทธวิธี   เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง

                    เพราะการที่ รัฐไม่ยอมรับความเป็นจริงใน 2 เรื่อง คือ 1 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการพยายามแบ่งแยกดินแดนโดยขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเนต 2 ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นเป็นการก่อการร้าย จึงทำให้การรับมือกับฝ่ายตรงข้ามไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ถ้าทุกฝ่ายยอมรับว่า ณ พ.ศ.นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อการร้าย  ทุกหน่วยงานต้อง ปรับแผนในการใช้ กฎหมาย ใช้ ยุทธการ และงาน การเมือง ในอีกรูปแบบหนึ่ง

                    เพราะรัฐไม่ยอมรับความจริง  “คาร์บอมบ์” ที่เกิดขึ้นที่กลางเมือง สุไหงโก-ลก.ครั้งล่าสุด จึงทำให้ประชาชนเห็นว่า หน่วยงานของรัฐ อ่อนแอ ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน เหมือนกับว่าพื้นที่แห่งนี้ได้สูญเสียอำนาจรัฐไปแล้ว เพราะเส้นทางที่จะเข้าสู่ตัวเมือง สุไหงโก-ลก นั้น มี 3 เส้นทาง เข้า-ออก เส้นทางที่ 1 จาก อ.ตากใบ ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองสุไหงโก-ลก ทีด่านตรวจสำคัญ 2 แห่ง นั่นคือ จุดตรวจมูโน๊ะ และจุดตรวจซุ่มประตูเมือง  เส้นทาง จ.อ.สุไหงปาดี เข้าสู่ตัวเมือง สุไหงโก-ลก มีจุดตรวจโคกสยา และจุดตรวจโรงเรียนบูรณราษฎร์ และเส้นทางสุดท้าย จาก อ.แว้ง เข้าสู่ อ.สุไหงโก-ลก มีอีก 2 จุดตรวจคือ จุดตรวจบ้านสามแยก และจุดตรวจ ตันหยงมะลิ ซึ่ง จุดตรวจทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของ ฉก.36 คำถาม ที่ภาคประชาชนถามมาตลอดระยะเวลาหลายปี ที่เกิดเหตุร้ายหลายสิบครั้งใน อ.สุไหงโก-ลก คือ คนร้าย และ รถยนต์ ที่เป็น”คาร์บอม” ผ่านจุดตรวจเหล่านี้อย่างไร

                    และที่สำคัญกว่านี้คือ ก่อนที่จะมีเหตุ”คาร์บอมบ์” ครั้งนี้ หน่วยข่าว ได้แจ้งเตือนให้เมืองเศรษฐกิจทุกแห่ง ระวังป้องกัน”คาร์บอม” โดยที่ จ.นราธิวาส มีการแจ้งที่ ชัดเจนว่า อาลาวุดดิน โซ๊ะโก และ อาริส โซ๊ะโก 2 พี่น้อง  แกนนำ ระดับสั่งการ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ สุไหงปาดี มีการร่วมมือกับ นัสรี  มือรี แนวร่วมที่แหกห้องขังไปได้เมื่อหลายปีก่อน มีแผนที่จะ”คาร์บอม”ในพื้นที่ ของ อ.สุไหงโก-ลก และอีกหลายจุดของ จ.นราธิวาส เมื่อมีการแจ้งเตือนแล้ว ทำไมหน่วยงานทุกหน่วย ทั้ง ทหาร ตำรวจ พลเรือน จึงไม่มีแผนรับมือที่รัดกุม

                    โดยข้อเท็จจริง เป้าหมายของ”คาร์บอมบ์” ในตัวเมืองสุไหงโก-ลก ไม่ได้ “ล็อค” เป้าหมายที่ชัดเจนว่า จะต้องเป็น บริษัทโปรคอมพิวเตอร์ แต่เป้าหมายแรกเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน แต่คนร้ายไม่สามารถจอดรถที่หน้าธนาคารได้ เพราะ รปภ.ของธนาคารไม่ยอมให้จอด  ดังนั้นบริษัทโปรคอมพิวเตอร์ฯ จึงเป็นเป้าหมายอันดับสอง ของการทำ”คาร์บอมบ์” ในครั้งนี้

                    เหตุผลที่”แกนนำ” สั่งให้”แนวร่วม” เลือกเป้าหมายการก่อการร้ายต่อสถาบันการเงิน บริษัทห้างร้าน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะต้องการทำลายระบบเศรษฐกิจการค้า ที่เป็นของคนไทยพุทธและคนไทยเชื้อสายจีน เพื่อเป็นการ ขับไล่ทางอ้อมให้มีการ อพยพ ออกจากพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อ 7 วันที่ผ่านมา”แนวร่วม” มีการวางระเบิดตู้ เอทีเอ็มของ ธนาคารพาณิชย์ ทั้ง 4 แห่ง พร้อมๆกันใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา  ซึ่งแผนการณ์ของ”บีอาร์เอ็นฯ”  ประสพผลสำเร็จ เพื่อ 8 ปี ที่ผ่านมา คนไทยพุทธ คนไทยเชื้อสายจีน โยกย้าย อพยพ ออกจากพื้นที่ 3 จังหวัด ไปแล้วกว่า  50 เปอร์เซ็นต์

                    “คาร์บอมบ์” กลายเป็น ปัญหาที่สำคัญที่สุด ซึ่งหากหน่วยงานของรัฐ คือ ทหาร ตำรวจ และ พลเรือน  ยังอยู่ในลักษณะ ไม่ตื่นตัว ไม่มีการใช้มาตรการป้องกัน ในอนาคตความสูญเสียจะมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรายงานข่าวจาก หน่วยข่าว ได้แจ้งให้ทราบว่า “บีอาร์เอ็นฯ” ได้ส่ง แนวร่วม ในพื้นที่ ซึ่งเป็น นักศึกษาอาชีวะ ที่มีพื้นที่ในเรื่อง อีเล็กทรอนิกส์ จำนวนหนึ่ง ไปฝึกการก่อการร้าย ในประเทศที่ 3 จำนวนถึง 10 รุ่นๆละ 20 คน และได้เดินทางกลับเข้าพื้นที่ เพื่อปฏิบัติการ ก่อวินาศกรรม โดยเฉพาะ

                    สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอู่ซ่อมรถยนต์  มีเต็นท์รถยนต์มือสอง กระจายอยู่ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ กว่า 200 แห่ง ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐ ไม่เคยสนใจ ที่จะมีมาตรการในการ จัดระเบียบ หรือ ควบคุม อู่รถยนต์ เต็นท์รถยนต์มือสอง เพื่อป้องกันเหตุร้าย ทั้งที่รู้กันดีว่า  รถยนต์ที่โจรกรรมมา และใช้เป็นพาหนะในการโจมตีเจ้าหน้าที่ ในการฆ่าประชาชน และในการประกอบ”คาร์บอมบ์” อยู่ในอู่ซ่อมรถและเต็นท์รถเหล่านี้ รวมทั้งอู่รถเต็นท์รถจำนวนหนึ่ง คือผลผลิตของ”แนวร่วม” และ ขบวนการ ค้ายาเสพติด ที่สนับสนุน”เม็ดเงิน” ให้กับขบวนการ แบ่งแยกดินแดน  แต่ไม่ทราบเพราะเหตุผลอะไร  กอ.รมน. จึงไม่มีแผน ในการ จัดระเบียบ อู่รถ เต็นท์รถ และ ควบคุมยานพาหนะ ควบคุมอาวุธ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                    สถานการณ์การก่อการร้าย ย่างเข้าปีที่ 9 เป็น 9 ปี ที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ มีความรู้สึกว่า ยิ่งนานอำนาจรัฐที่มีอยู่ยิ่งสูญเสีย ยิ่งนานประชาชนยิ่งว้าเหว่ เพราะพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาความไม่สงบ ที่เห็นชัดเจน คือ งบประมาณที่มากขึ้น กองทัพภาคที่ 4 ได้เพิ่มกองพลที่ 15 เพื่อมาแทนที่กำลังจากกองทัพภาค 1-2 และ 3 ซึ่งจะถอนออกไปในอนาคต และกำลังอยู่ระหว่างที่จะขอให้มี กองทัพน้อยที่ 4 เพื่อ รับมือ กับสถานการณ์ก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ปฏิบัตการ ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับงบประมาณเพิ่มกองบังคับการอีก 3 บก. ฝ่ายปกครองได้รับอัตรา อาสาสมัคร เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง และ วันนี้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี ศอ.บต. เป็นหน่วยงานฝ่ายพลเรือนที่มี อำนาจ มีงบประมาณ ในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น  แต่สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง กลับตอกย้ำความรู้สึกของประชาชนว่า 8 ปี ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ ต้องการ ในขณะที่ประชาชน และพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นคือ ความสงบ ที่มาจากการ ทำหน้าที่ของ ทุกหน่วยงาน ที่มีอยู่ และมีหน้าที่ ในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น

                    ความรู้สึก เช่นนี้ คือ อันตราย และมีผลต่อความพ่ายแพ้ ต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ดังนั้น รัฐบาล ซึ่งมี กองทัพ มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มี ศชต. และ มี ศอ.บต. เป็น เครื่องมือ ในการต่อสู่กับ ขบวนการก่อการร้าย จึงถอยกลับมา ดูภารกิจของตนเอง และปรับ ยุทธวิธี ให้ถูกต้อง เพื่อที่จะ หยุด การก่อการร้ายด้วย”คาร์บอม” ให้ได้ เพราะนี่คือ ปัญหาเฉพาะหน้า  ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

    ไชยยงค์ มณีพิลึก

    เข้าชม : 1596
    คุยประสาชาวใต้ 10 อันดับล่าสุด
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน