[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: คุยประสาชาวใต้
  • ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    คุยประสาชาวใต้ : อัพเดทเมื่อ ศุกร์ ที่ 3 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2555


    ระเบิดที่ “ซีเอส” จุดเปลี่ยนของการดับ”ไฟใต้”

     “คาร์บอมบ์” หลังโรงแรมซีเอส กลางเมืองจังหวัดปัตตานี แม้จะไม่เสียหายเท่ากับ”คาร์บอมบ์” ที่ชั้นใต้ดินโรงแรม ลีการ์เด็นส์พลาซ่า กลางใจเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ถ้ามองใน”สัญลักษณ์” ทางเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ต้องยอมรับว่า การวางระเบิด โรงแรม ซีเอส ปัตตานี เป็นการทำลาย เป้าหมาย ที่มี”นัยยะ” สำคัญ  ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐของคนในพื้นที่ ลดน้อยลง

     เพราะก่อนหน้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งกำชับให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กองทัพ ป้องกันอย่างให้มี”คาร์บอมบ์”เกิดขึ้นใน 7 หัวเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นคือ อ.หาดใหญ่ เขตเทศบาลนครสงขลา จ.สงขลา อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส  เขตเทศบาลเมือง นราธิวาสเขตเทศบาลนครปัตตานี เขตเทศบาลนครยะลา และเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา แต่ในที่สุด การป้องกัน”คาร์บอมบ์” ในเขตเทศบาลนครปัตตานี ก็ล้มเหลว เมื่อ คนร้าย สามารถนำรถยนต์ ที่ปล้น และฆ่า พนักงานของบริษัทเบทาโกร จาก อ.กระพ้อ ลัดเลาะ เล็ดรอด จุดตรวจ จุดสะกัดของ ตำรวจ ทหาร เข้ามาก่อเหตุร้ายได้ ตามเป้าหมาย ที่ต้องการ

     ดังนั้นระเบิดที่”ซีเอส” ไม่เพียงทำความเสียหายให้กับเจ้าของโรงแรมเท่านั้น แต่ได้สร้างความเสียหายให้กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ถูกมองว่า ไม่มีความสามารถในการป้องกันเหตุร้ายในครั้งนี้ เพราะก่อนหน้าที่จะเกิด”คาร์บอมบ์” ที่โรงแรมซีเอส สถานการณ์ในพื้นที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นติดต่อกันกว่า 20 วัน ทั้ง”คาร์บอมบ์” ที่หน้าบริษัทโปรคอมพิวเตอร์ กลางเมืองสุไหงโก-ลก ตามด้วยการปิดถนนฆ่า เจ้าหน้าที่ทหาร 4 ศพ ที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี และ”คาร์บอมบ์”ตำรวจ สภ.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา อีก 5 ศพ ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนการเกิด”คาร์บอมบ์” ที่หลังโรงแรมซีเอส จึงอยู่ในช่วงที่ กำลัง ทหาร ตำรวจ มีความพร้อมในการเผชิญเหตุ และเปิดยุทธการเชิงรุกอย่างเต็มที่ เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ต้อง”เอาอยู่” รวมทั้งต้อง ไม่ให้เกิดเหตุ”ซ้ำรอย” ในพื้นที่ 7 หัวเมือง ตามคำบัญชาของ นายกรัฐมนตรีด้วย

     ดังนั้นหลัง สิ้นเสียง”คาร์บอมบ์” ที่หลังโรงแรมซีเอสในครั้งนี้ จึงพบว่ามีจุดเปลี่ยนในการดับไฟใต้เกิดขึ้นถึง 3 ประเด็นด้วยกัน โดยประเด็นแรก รัฐบาลเตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการดับไฟใต้ ขึ้นที่ กอ.รมน.ที่กรุงเทพฯ โดยจะบูรณาการกับกระทรวงต่างๆ ทั้ง 17 กระทรวง เพื่อ ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ประเด็นที่ 2 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศิริประภา รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง มีการเตรียมปรับแผนการดับไฟใต้ด้วยการประการเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเด็นสุดท้าย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลามโหม พูดถึงการที่จะใช้เครื่องบิน เข้าร่วมปฏิบัติการ รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งลาดตระเวนรักษาความปลอดภัย เพื่อลดการสูญเสีย

     ซึ่งแนวคิดทั้ง 3 เรื่องของเหล่า เสนาบดี ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เช่นการตั้งศูนย์ปฏิบัติการดับไฟใต้ที่ กอ.รมน.ในส่วนกลางนั้น อาจจะไม่ได้ทำให้การแก้ปัญหารวดเร็ว และถูกต้อง เพราะ เหล่าเจ้าหน้าที่ นักการเมืองในส่วนกลาง ไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงมากกว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ และการรอสั่ง ซ้ายหัน ขวาหัน จาก ส่วนกลาง ยิ่งทำให้การแก้ปัญหา เข้ารกเข้าพง มากยิ่งขึ้น เพราะในอดีต เคยใช้วิธีการแบบนี้มาแล้ว และ ล้มเหลวมาแล้ว สิ่งที่คนในพื้นที่ ทั้งข้าราชการและประชาชนอยากเห็นคือ การทำงานที่มีลักษณะ ครม.น้อยในพื้นที่ มีตัวแทนของรัฐบาล เช่น รองนายก หรือ รัฐมนตรี ที่มีอำนาจตัดสินใจ”เบ็ดเสร็จ” มานั่งประจำการในพื้นที่ โดยการ บูรณาการ หน่วยงานในภูมิภาคทั้งหมด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

     ข้อเท็จจริง ที่ถูกมองข้ามในวันนี้คือ หน่วยงานในภูมิภาคทั้ง 17 หน่วยงาน นั้น เป็นหน่วยงานที่ทำงานในภาวะปกติ เช่นเดียวกับพื้นที่ในภูมิภาคอื่นๆ ดังนั้นการบริหารราชการจึงอยู่ในภาวะปกติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพของภูมิภาค 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ในภาวะของ สงคราม การก่อการร้าย
     และที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ที่ไม่ได้มีการ จัดกำลังในลักษณะเฉพาะกิจ เฉพาะกาล เหมือนกับการจัดกำลังของ กองทัพ ที่มีการตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขึ้น ซึ่งเป็นการจัดกำลังตามภารกิจพิเศษ ดังนั้นจึงจะเห็นว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา หน่วยในภูมิภาคทั้ง 17 หน่วยงาน จึงไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา”ไฟใต้” อย่างที่ควรจะเป็น บทบาท หน้าที่ทั้งหมดจึงอยู่ใน มือ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นส่วนสำคัญ การก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน จึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

     ส่วนการที่จะประกาศ”เคอร์ฟิว” ในพื้นที่ รวมทั้งจะใช้ เครื่องบิน ร่วมลาดตระเวน รักษาความปลอดภัยให้กำลังพลนั้น รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะสถานการณ์วันนี้ ยังไม่ถึงขั้นการ”เคอร์ฟิว” เนื่องจาก เรากำลังสู้รบกับ ประชาชน ที่เห็นต่าง และเห็นแย้ง และปฏิบัติการของ”แนวร่วม”เกิดขึ้นใน กลางวัน มากกว่า กลางคือ และเป็น ปฏิบัติการแบบ”กองโจร” ที่หลบซ่อนตัวในชุมชน ไม่มีกองกำลังในป่า ในเทือกเขา  ยิ่งการใช้เครื่องบิน เข้าร่วมรักษาความสงบ ยิ่งมีคำถามว่า เครื่องบินที่ใช้ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ ทหาร ตำรวจ หรือ ประชาชน ดังนั้นวิธีการที่คิด ณ วันนี้ จึงเป็นการให้เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการประกอบอาชีพของประชาชนได้รับผลกระทบ และยิ่งทำให้เกิดความรู้ที่”สื่อ”ไปทั่วโลกว่า สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เลวร้ายลงอย่างยิ่ง

     เห็นด้วยที่เหตุการณ์”คาร์บอมบ์” ที่โรงแรมซีเอสปัตตตานี จะเป็น จุดเปลี่ยน ของการปรับยุทธวิธีในการดับไฟใต้ รวมทั้งการบูรณาการหน่วยงานภูมิภาคทั้ง 17 กระทรวง ให้มีสถานะที่มีศักยภาพในการร่วมกันสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้น เพราะสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังประชาชน ไม่อาจจะพึ่งพา กำลัง จากกองทัพ เพียงฝ่ายเดียว เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา สามารถที่จะสรุปบทเรียน ทั้งความล้มเหลว และความสำเร็จ ได้อย่างชัดเจนแล้ว

    ไชยยงค์ มณีพิลึก

    เข้าชม : 1415
    คุยประสาชาวใต้ 10 อันดับล่าสุด
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน