[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: คุยประสาชาวใต้
  • ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    คุยประสาชาวใต้ : อัพเดทเมื่อ อาทิตย์ ที่ 12 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2555
    สงครามคาร์บอมบ์



    ต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์ การก่อการร้าย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เริ่มความรุนแรงละลอกใหม่ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา อาวุธ ที่ สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือที่รู้กันและเรียกขานในนามของ”อาร์เคเค” คือ”คาร์บอมบ์” และ “จยย.บอมบ์” ที่ ถูกมาเป็นเครื่องมือการก่อการร้าย และได้ผลในการสร้างความ สูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนและของรัฐ รวมทั้งสร้างความตื่นกระหนกแก่ประชาชน รวมทั้งในอนาคต หาก เจ้าหน้าที่รัฐ ยังไม่สามารถ หยุด การปฏิบัติการด้วย”คาร์บอมบ์”ได้ สงคราม”คาร์บอมบ์” จะนำภูมิภาคปลายด้ามขวาน เข้าสู่เวทีของ”โอไอซี” และ”ยูเอ็น” หรือ สหประชาชาติ เนื่องจากตัวเลขของ คนตาย คนเจ็บ ทั้งเด็ก คนชรา และ สตรี รวมทั้งความสูญเสียที่มากขึ้น

                    ดังนั้นหนึ่งในยุทธวิธี ในการแก้ปัญหาความไม่สงบ ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการ”ดับไฟใต้” จะต้องดำเนินการโดยเร็ว คือ การ หยุดยั้งวิธีการก่อการร้ายโดยให้”คาร์บอมบ์” เป็น อาวุธหนัก ของ”อาร์เคเค” ให้ได้ ซึ่งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น

                    การออกมาตรการควบคุมอู่ซ่อมรถยนต์ และ เต็นท์จำหน่ายรถมือสอง ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดอันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีอู่ซ่อมรถยนต์ และ เต็นท์ขายรถยนต์มือสอง เป็นจำนวนมาก ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจที่ซบเซา และหน่วยงานความมั่น ได้ระบุว่า อู่ซ่อมรถ และเต็นท์รถมือสอง ส่วนหนึ่ง มีความเกี่ยวพันกับ ขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่ 2 รูปแบบด้วยกัน

                    รูปแบบที่ 1 คือ เป็นการเปิดอู่ซ่อมรถบังหน้า แต่ที่แท้จริงเป็นการทำธุรกิจค้ายาเสพติด โดยใช้ธุรกิจอู่ซ่อมรถ และเต็นท์รถยนต์มือสอง เพื่อ”ฟอกเงิน” และเพื่อ”ฟอกตัว” โดยขบวนการค้ายาเสพติดเหล่านี้ สนับสนุนเงินส่วนหนึ่งให้กับ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อใช้ในการก่อการร้าย เพราะต้องการใช้สถานการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เป็นช่องทางในการ ค้ายาเสพติด

                    รูปแบบที่ 2 คือ อู่ซ่อมรถยนต์และเต็นท์จำหน่ายรถมือ 2 ส่วนหนึ่งเป็น กิจการ ของ เครือข่าย ขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อต้องการใช้ กิจการ ดังกล่าว ในการดัดแปลง สภาพของรถยนต์ รถจักรยานยนต์  ที่โจรกรรมการมา เช่นการแปลงสภาพ การพ่นสี ติดสติกเกอร์ ให้ดูเหมือนเป็นรถยนต์ของทางราชการ เช่น เคยแปลงสภาพรถที่ประกอบเป็น”คาร์บอมบ์” ให้เป็นรถของ สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี และแปลงสภาพรถที่โจรกรรมมาให้เป็นเหมือนรถยนต์ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้ในการบุกโจมตีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่

                    วิธีการหนึ่งที่ กอ.รมน. ควรจะเร่งดำเนินการ คือ การเข้าตรวจสอบอู่ซ่อมรถ และเต็นท์รถมือสองในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อจัดระเบียบให้ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมดูแลได้ และต้องมีการจัดเจ้าหน้าที่ ติดตามตรวจสอบดูแล รถยนต์ทุกคันที่เข้า-ออก ในอู่ และในเต็นท์ เพื่อป้องกันการนำรถที่โจรกรรม หรือที่ ซื้อ-ขาย แบบ ไม่ถูกต้องมาประกอบเป็น”คาร์บอมบ์” หรือมา ดัดแปลง ให้เหมือนกับรถยนต์ของหน่วยงานราชการ เพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการ โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา 8 ปี และ ย่างเข้าปีที่ 9 ที่เกิดเหตุความไม่สงบ ไม่มีหน่วยงานไหน จริงจัง กับการ จัดระเบียบอู่รถยนต์ในพื้นที่ ทั้งที่รู้กันดีว่า หลายต่อหลายอู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เป็นแหล่ง ดัดแปลงรถยนต์ที่ถูกโจรกรรม มาจากฝั่งประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งขายให้กับผู้ต้องการรถยนต์ที่เป็น”รถโจร”

                    และอีกประเด็นหนึ่ง คือการดำเนินการกับร้าที่รับทำบ้ายทะเบียนรถยนต์ ที่มีอยู่ใน อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา จ.สงขลา และอาจจะมีในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งโดยข้อกฎหมายแล้ว การทำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เพราะ เป็นแผ่นป้ายเลียนแบบ ที่ไม่มีเครื่องหมายของสำนักงานขนส่งในแผ่นป้าย และโดยข้อกฎหมายอีกเหมือนกันที่บังให้รถยนต์ที่แผ่นป้ายหาย ต่อไปขอรับแผนป้ายใหญ่ที่ขนส่งจังหวัดที่รถยนต์จดทะเบียนเท่านั้น แต่ วันนี้ เจ้าหน้าที่ปล่อยให้มีร้านรับทำแผ่นป้ายทะเบียน ผิดกฎหมายเกิดขึ้นจำนวนมาก และ”อาร์เคเค” ก็สั่งให้ร้านเหล่านี้ ทำแผ่นป้ายทะเบียนปลอม เพื่อใช้กับรถยนต์ที่เป็น”คาร์บอมบ์” และเป็น ยานพาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุร้ายรายวัน

                    ในปี 2552 ซึ่งการดับไฟใต้ มีหน่วยงานสองหน่วยรับผิดชอบ คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ พตท. โดยมี พล.ท.กสิกร คีรีศรี เป็น ผบ.พตท. ได้ออกมาตรการ จัดระเบียบรถยนต์ใน 3 จังหวัด 4 อำเภอ ด้วยการติดสติกเกอร์รถยนต์ทุกคันที่จดทะเบียนใน 3 จังหวัดและ 4 อำเภอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นรถที่ถูกต้อง และอยู่ในพื้นที่ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ไว้แล้ว แต่ทำไปเพียงระยะหนึ่งก็เลิก โดยไม่มีการบอกสาเหตุว่าเป็นเพราะ ไม่ได้ผล หรือเป็นเพราะ เจ้าของโครงการเกษียณอายุราชการ

                    และในวันที่ 8 ส.ค. ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานเพื่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกรมการขนส่งทางบก ได้เสนอให้มีการซีลทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อป้องกันการถอดทะเบียนรถยนต์ และนำป้ายปลอมมาติดแทน เพราะหากมีการ”ซีล” ป้ายทะเบียนแล้วมีการถอดออก เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจจะทราบทันทีว่าเป็นรถเถื่อน และนอกการ”ซีล”ป้ายทะเบียนรถยนต์แล้ว ยังมีการเสนอให้”ซีล”ทะเบียนรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ เพื่อป้องกันการนำรถจักรยานยนต์ไปทำเป็น จยย.บอมบบ์ อีกด้วย

                    สำหรับวิธีการ”ซีล”ป้ายทะเบียนรถยนต์ และ จักรยายนต์ เป็นเรื่องที่ดี และสมควรทำ เพราะ สุจริตชนไม่ได้รับผลกระทบอันใด เพียงแต่อาจจะจ่ายเงินค่าแผ่นป้ายทะเบียนเพิ่มขึ้น เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม เพื่อช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ใน 4 จังหวัดสะดวกมากขึ้น ดีกว่าการจัดงบประมาณซื้อ”เรือเหาะ” ที่จนบัดนี้ยัง “เหาะ” ไม่ได้ หรือดีกว่าการจัดซื้อ เครื่องตรวจระเบิด จีที 200 ที่สุดท้าย มีค่าน้อยกว่า”สากกระเบือ” เพราะ ไม่สามารถตรวจสอบระเบิดได้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

                    และอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของจุดตรวจ ด่านสกัด ของเจ้าหน้าที่ใน 4 จังหวัดคือ รถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นทั้งรถเก๋ง และรถกระบะ ที่เจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆ ใช้อยู่ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคนร้ายก็ใช้วิธีการเดียวกับเจ้าหน้าที่คือ ใช้รถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนในการก่อเหตุร้ายเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุร้าย และมีการสั่งการให้ ตรวจจับ รถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน รถที่ถูกเรียกตรวจสอบ ล้วนเป็นรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ จนกลายเป็นเหตุที่ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ และไม่เข้าใจ ต่างวิพากษ์ วิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่คือผู้ก่อเหตุ และเหตุร้ายที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างสถานการณ์ของ เจ้าหน้าที่ นั่นคือ ทหาร ตำรวจ ที่เป็นเจ้าของรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และเรื่องเหล่านี้ก็ถูกปล่อยข่าวไปทั่ว จนกลายเป็นความเชื่อของประชาชนว่าเป็นความจริง จริงอย่าแปลกใจที่สถานการณ์ผ่านไป 8 ปี และเข้าสู่ปีที่ 9 แต่เรื่องราว เจ้าหน้าที่รัฐสร้างสถานการณ์ยังขายได้ และชาวบ้านก็ยังเชื่อว่าเป็นความจริง

                    แต่ ทั้งนี้และ ทั้งนั้น ต้องเข้าใจว่า สงครามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสงครามกองโจร ที่ยุทธวิธีของ”อาร์เคเค” มีการพลิกแพลง และคิดยุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อ สร้างความสูญเสียให้กับ ฝ่ายรัฐอยู่ตลอดเวลา การควบคุมยานพาหนะ ควบคุมยุทธปัจจัย เป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งเท่านั้น ถ้าตราบใดที่ขาดการร่วมมือจากภาคประชาชน และขาดงานการข่าวที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง การที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะหยุดความสูญเสียจาก”คาร์บอมบ์” จึงเป็นสิ่งที่ท้าท้ายอย่างยิ่ง

    ไชยยงค์ มณีพิลึก

    เข้าชม : 1431
    คุยประสาชาวใต้ 10 อันดับล่าสุด
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน