[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: คุยประสาชาวใต้
  • ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
    คุยประสาชาวใต้ : อัพเดทเมื่อ เสาร์ ที่ 6 เดือน เมษายน พ.ศ.2556


    การสูญเสีย นายอิศรา ทองธวัช รอง ผวจ.ยะลา และ นายเชาวลิต ไชยฤกษ์  ป้องกันจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา จากการวางระเบิดแสวงเครื่องริมถนนสุขยางค์หรือสาย 412 ยะลา-เบตง ในพื้นที่บ้านน้ำขุ่น ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะเดินทางไปราชการที่ อ.เบตง จ.ยะลา นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่เกิดจากฝีมือของ”แนวร่วม” ในการทำ”สงครามประชาชน” ระหว่าง เจ้าหน้าที่รัฐ กับ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่มีความรุนแรงละลอกใหม่ใหม่ ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา



                    สิ่งที่น่าสังเกตคือ ก่อนหน้าที่นายอิศรา ทองธวัช และนายเชาวลิต ไชยฤกษ์ จะเป็น”เหยื่อ”ของ”ไฟใต้”เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา”แนวร่วม”ในพื้นที่  ได้มีการปรับแผน”ยุทธการ” จากการโจมตี เป้าหมายที่เป็น เจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป และพลเรือนที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ มาเป็นการมุ่งโจมตีเป้าหมายที่เป็น เจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วย และเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีผลงานโดดเด่น ในด้านการปราบปรามและงานมวลชนแทน

                    เช่นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 56 โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส จนสูญเสียชีวิตของ พ.ต.ท.จักรกฤษ วงศ์พรหมเมศ รอง ผกก.ป.สภ.รือเสาะ และมีตำรวจชั้นประทวนบาดเจ็บหลายนาย วันที่ 29 มี.ค.โจมตีชุด ฉก.32 ทำให้ต้องสูญเสีย ร.อ.ศิวัช ศรีอุปโย โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บ 14 นาย และในวันเดียวกันมาการโจมตีชุดลาดตระเวนของ  พ.ต.ท.โสภณ จันทโชติ สวป.สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส แต่โชคดีที่เสียหายเฉพาะรถยนต์และเจ้าหน้าที่รับบาดเจ็บเล็กน้อย วันที่ 3 มี.ค. โจมตี ชุดของ ร.ต.อ.วัชรินทร์ หอมแช่ม สวป.สภ.สุคิริน จ.นราธิวาส ขณะเดินทางกลับจากการประชุมในตัวจังหวัด แต่ระเบิดพลาดเป้า รถยนต์ได้รับความเสียหาย วันที่ 3  เม.ย. แนวร่วม จำนวน 8 คน บุกเข้าจับตัว พลทหารมะอีลา โต๊ะลู ทหารสังกัด กองร้อยปืนเล็กที่ 2 ฉก.นราธิวาส 32 จากบ้านพักของภรรยา นำไปยิงทิ้งอย่างโหดเหี้ยม และวันที่ 5 เม.ย.”เหยื่อ”ของการโจมตีด้วยระเบิดแสวงเครื่องคือ นายอิศรา ทองธวัช และนายเชาวลิตร ไชยฤกษ์ ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองระดับสูง และเป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดคนที่ 2 ที่กลายเป็น”เหยื่อ”ของ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยรายแรกคือนายสุนทร ฤทธิภักดี อดีตรอง ผวจ.ปัตตานี เมื่อปี 2548 ที่ผ่านมา

                    และสิ่งที่น่าสังเกตคือ การโจมตีต่อเป้าหมายที่เป็น ข้าราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงตั้งแต่ปลายเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจาก”แนวร่วม” นำกำลังบุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ กองร้อยปืนเล็กที่ 2 ฉก.นราธิวาส 32 ที่ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ”แนวร่วม”ถูก วิสามัญ โดยฝีมือของ ฉก.นย.เสียชีวิตถึง 16 ศพ หลังจากนั้น จึงมีการประกาศ”เอาคืน” จาก”แนวร่วม” เพื่อแก้แค้นให้กับผู้สูญเสียและสร้างขวัญกำลังใจให้กับ”แนวร่วม”ในพื้นที่ นอกจากนั้น ปฏิบัติการที่มุ่งเป้าโจมตีต่อ เจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐบาลส่ง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคง และคณะ ไปทำข้อตกลงเปิดพื้นที่พูดคุยกับ ฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนของ ขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเนต เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย”สันติวิธี” ซึ่งเรียกการพูดคุยครั้งนี้ว่าเป็นการ”พูดคุยสันติภาพ” นั่นเอง

                    การเปิด”แนวรุก” ครั้งใหม่ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีไปยัง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ”แนวร่วม” ในครั้งนี้ ย่อมมี”นัยยะ” ที่สำคัญ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่”ดับไฟใต้” ต้องมีการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อที่ที่ได้”รับมือ”กับสถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น รวมทั้งการกำหนดยุทธวิธีในการเปิด”เกมรุก” เพื่อสร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายตรงกันข้าม



                    ข้อแรกที่ทุกหน่วยงานต้อง”สำเหนียก”คือ งานการข่าวของ”แนวร่วม” ที่เรียกตนเองว่า”นักรบฟาตอนี”หรือ”นักรบปัตตานี” มีความแม่นยำ มีคนของขบวนการเป็น”สายข่าว”ที่ทำหน้าที่เป็น”ไส้ศึก” อยู่ในหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการ”หลอก”ให้เจ้าหน้าที่ เข้าไปยังพื้นที่”สังหาร” ที่มีการ วางระเบิด และวางกำลัง”ซุ่มยิง”เอาไว้ เช่น กรณีของ ร.อ.ศิวัช ศรีอุปโย ที่มีการหลอกให้ไปตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย หรือกรณีของนายอิศรา ทองธวัช ที่เปลี่ยนจากรถราชการเป็นรถเก๋งส่วนตัว เพื่อไปปฏิบัติราชการ แต่ฝ่ายตรงข้าม ก็ยังปฏิบัติการได้อย่างไม่พลาดเป้า ดังนั้นหน่วยงานของรัฐต้องมีวิธีการป้องกันและแก้ไขในเรื่องของ”สายข่าว” และ”ไส้ศึก” ที่เป็นเหมือน”หนอนบ่อนไส้”โดยเร็ว ก่อนที่จะต้องสูญเสีย หัวหน้าหน่วย หรือ ข้าราชการระดับสูง

                    ส่วน”นัยยะ” ที่ 2 คือ สถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น และ”แนวร่วม”ปรับยุทธวิธีมุ่งโจมตี ผู้นำหน่วยระดับสูง หลังการที่ขบวนการสูญเสียกำลังพลจำนวน 16 ศพ และหลังการเปิดพื้นที่พูดคุย”สันติภาพ” ระหว่าง สมช.และ บีอาร์เอ็นฯ คือ การประกาศตัวไม่ยอมรับสถานภาพการเป็นผู้นำของ”บีอาร์เอ็นฯ” ของกลุ่ม “นักรบฟาตอนี”ในพื้นที่  ดังนั้นการออกมาปฏิบัติการทั้งหมด หลังการเปิดพื้นที่พูดคุยสันติภาพของ สมช.และ บีอาร์เอ็นฯ จึงเป็นการบอกให้รัฐรู้ว่า “นักรบฟาตอนี” ไม่ได้อยู่ในสังกัดของ”บีอาร์เอ็นฯ ที่มี ฮาซัน ตอยิบ เป็นผู้นำ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ศอ.บต.  ศชต. และหน่วยงานอื่นๆ ต้องใช้วิธีการอื่นๆ ในการแก้ปัญหา หรือแม้กระทั่งการเปิดพื้นที่พูดคุยกับผู้นำของ”นักรบฟาตอนี” ในพื้นที่บ้านเรา เช่นเดียวกับที่ได้เปิดพื้นที่พูดคุยกับ”บีอาร์เอ็นฯ ในประเทศมาเลเซีย เพื่อยุติการสู้รบที่เกิดขึ้น

                                    สุดท้ายที่ไม่ได้เป็น”นัยยะ” แต่เป็นหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งวันนี้เปลี่ยนตัวผู้นำ จาก พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ที่ได้ขยับขึ้นรับความดีความชอบที่เหน็ดเหนื่อยกับการ”ดับไฟใต้”มานาน ด้วยการครองยศ”พลเอก” และได้ พล.ท.สกล ชื่นตระกูล รอง ผอ.กอ.รมน.และ ผอ.กองข่าว มาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ต้องปรับปรุง ยุทธวิธี และงานยุทธการ งานการข่าว ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ซึ่ง 9 ปี ที่ผ่านมาและย่างเข้าปีที่ 10 ถ้ามองให้ชัด พูดให้ตรงประเด็น จะเป็นว่าผู้กำหนดเกมของ สงครามประชาชน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ “แกนนำ”ในพื้นที่ โดยมี หน่วยงานของรัฐทั้งหมด เป็นผู้เดินตามเกมที่ฝ่ายตรงข้ามกำหนด ดังนั้นฝ่ายรัฐจึง ไม่มีเปรียบทั้งเรื่อง “การเมือง” และ”การทหาร”

                    ซึ่งมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพียง 2 ตัวคือ ถ้าฝ่ายเราได้เปรียบทาง”การทหาร” การก่อเหตุของ”แนวร่วม”ต้องลดน้อยลง และพื้นที่การก่อเหตุต้องแคบลง แต่วันนี้”แนวร่วม” ยังเลือกก่อเหตุได้ทุกพื้นที่ ตามที่ต้องการ และการเพิ่มจำนวน”แนวร่วม”มากขึ้นกว่า 400,000 คน แสดงให้เห็นว่างานด้าน”การเมือง”ของเรา ยังคงล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง เพราะ หากงานการเมืองประสพความสำเร็จ จำนวน”แนวร่วม”ต้องลดลง รวมทั้งหลายๆครั้งที่เกิดความสูญเสียของฝ่ายเจ้าหน้าที่  จะเห็นว่า ส่วนหนึ่งมากจากความ”ประมาท” และขาดความรอบคอมรัดกุมในงาน”ยุทธการ”ขาด ขวัญกำลังใจในการต้องสู้ของกำลังพล ซึ่งเป็น “โจทย์” ที่ แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อลดความสูญเสีย ที่อาจจะรุนแรงยิ่งขึ้นในเดือนเมษายนนี้

    ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล

    เข้าชม : 1307
    คุยประสาชาวใต้ 10 อันดับล่าสุด
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน