[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: จากสำนึกสู่ปากกา
  • ความวุ่นวายของบ้านเมือง (๔)
    จากสำนึกสู่ปากกา : อัพเดทเมื่อ จันทร์ ที่ 24 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557


                    ผมผ่านชีวิตการเมืองมานับแต่รั้วโรงเรียน เริ่มต้นตั้งพรรคการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย หลังประชาธิปไตยเบ่งบานในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แม้นว่าจะปราชัยในสนามเลือกตั้ง แต่ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายก่ายกอง

                    ผ่านชีวิตการเมืองในมหาวิทยาลัยเพียงแค่ ๗ วันแรกของการก้าวเข้าไปสู่การเป็นน้องใหม่ของรั้วมหาวิทยาลัย เห็นรุ่นพี่ทะเลาะเบาะแว้งกัน แบ่งรุ่น แบ่งพวก และท้ายสุดองค์การนิสิตไปไม่รอด  นายกองค์การนิสิต้องลาออกและเลือกสรรกรรมการจากแต่ละรุ่นๆละ ๕ คนและกลายเป็นผมคือหนึ่งในห้าของรุ่นที่เข้าไปเป็นละอ่อนในรั้วมหาวิทยาลัย เข้าไปเป็นกรรมการบริหารองค์การนิสิต ก่อนจะขยับฐานันดรขึ้นมาเป็นสมาชิกสภานิสิตของรั้วมหาวิทยาลัย ๘ วิทยาเขตในหนนั้น

                    ความเบ่งบานของประชาธิปไตยทำให้เข้าร่วมกิจกรรมการเมือง ไฮปาร์คมากกว่าเข้าห้องเรียน โดยมีเพื่อนคอยประคับประคองให้เรียนผ่านแต่ละรายวิชา เพื่อมิให้ถูกรีไทร์

                    จนกระทั่งผ่านเข้ามาสู่วิถีการทำงานในฐานะสื่อมวลชน  ในฐานะเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่สัมผัสกับการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติในฐานะที่เราต้อง

                    แบ่งสรรปันส่วนเนื้อที่ให้เขาหาเสียงและสนับสนุนผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จ

                    ทั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมือง

                    ทั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด

                    ทั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร

                    จนกระทั่งซึมซับและลงมาสัมผัสกับการเมืองในฐานะผู้สมัครถึงสองหน

                    เห็นและรับรู้การซื้อเสียงเป็นการดี  เข้าใจกระบวนการซื้อเสียงเป็นการดีว่า เขาซื้อกันอย่างไร  หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับการป้องกันมิให้เกิดการซื้อเสียงและคุมการเลือกตั้งก็ทราบไม่ต่างจากผมแต่มักจะข่มขู่เสมอว่า

                    มีหลักฐานไหม

                    ทั้งที่หากหน่วยงานนั้นจริงใจในการตรวจจับและวางตัวเป็นอิสระจากการอิงแอบใคร ก็ย่อมจะจับได้

                    กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

                    ตามที่นักกฏหมายทั้งหลายเรียนนั่นแหละ

                    ผมหันไปมองย้อนทางด้านสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีพลเมืองเพียงแค่ ๖ ล้านกว่าคน

                    ในฐานะประเทศคอมมิวนิสต์ที่ก่อนหน้านั้นมีระบอบเจ้ามหาชีวิตปกครองประเทศ และเป็นชาติที่ผู้คนเลื่อมใสในพุทธศาสนายิ่ง

                    การเปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะซึมซับจากการเป็นคอมมิวนิสต์ที่ไหลซึมเข้ามาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนในที่สุดก็เปลี่ยนแปลงประเทศ

                    คนลาวในระดับบริหารและระดับนายทุนหนีกระเซอะกระเซิงเข้ามาในประเทศไทยตามแนวตะเข็บชายแดนและจังหวัดเลยที่ผมไปทำงาน ๓ ปีก็เป็นส่วนหนึ่งของการก่อตั้งศูนย์อพยพบ้านวินัยที่อำเภอปากชมที่ผมเข้าไปขุดคุ้ยตรวจสอบการทุจริตทุกประเภท

                    คนลาวที่หนีเข้ามา ส่วนหนึ่งต้องการเดินทางไปประเทศที่สาม  เงินกีบของลาวไร้ค่า จึงต้องซื้อทองคำแท่งเข้ามาติดตัวเพื่อเอาไปเป็นทุนในประเทศที่สาม ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส  แม้กระทั่งอีกหลายประเทศรวมไปถึงประเทศไทย

                    หลายคนต้องจ่ายทองคำแท่งเพื่อเป็นสินบนในการให้ตัวเองได้รับการคัดเลือกไปเป็นพล

    เมืองเกรดสองในประเทศที่ต้องการ

                    ผลประโยชน์จากศูนย์อพยพมีมากมายก่ายกองนับจากเขียงหมูที่หากใครได้เข้าไปขายแล้วย่อมหมายถึงกำไรมหาศาลจึงมีการแย่งกันและบางครั้งบุคคลระดับหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่นั่นแหละคือเจ้าของเขียง  การขายกระสอบป่านบรรจุข้าวสารที่ได้เงินมหาศาลไม่นับยารักษาโรคและเครื่องนุ่งห่มต่างๆ

                    วันนี้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่บอกสังคมโลกว่าคือสังคมนิยม

                    ภายใต้การดูแลและปกป้องของสาธารณรัฐประชาชน โดยการเอา

                    สภาประชาชน

                    เข้ามาดำเนินการจัดรูปแบบการบริหารจัดการประเทศ

                    สาธารณรัฐประชาชนจีนขอเช่าพื้นที่ของลาวในแนวยาวตามลำน้ำโขง ๑๐๐ กิโลเมตร และขนชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ดังกล่าว ๔๐,๐๐๐ ครอบครัว

                    เป็นระยะเวลาเช่า ๙๙ ปี

                    นั่นหมายถึงอะไร

                    นั่นหมายถึงว่าในระยะเวลา ๙๙ ปี คนจีนสามารถสร้างเผ่าพันธ์ของตัวเองเหนือลาวอย่างน้อยที่สุด ๔ รุ่น จากจำนวน ๔๐,๐๐๐ ครอบครัว ขยายออกมาเป็น ๑๖๐,๐๐๐ ครอบครัวที่จะมีประชากรมากเหนือประชากรลาวทั้งประเทศ

                    และความขยันของคนจีนตามแนวแม่น้ำโขงที่คุมเศรษฐกิจหลักของประเทศในอีกไม่เกิน ๙๐ ปีข้างหน้า

                    คนลาวจะกลายเป็นคนลาวเชื้อสายจีน

                    และนี่คือการกลืนประเทศของจีนในดินแดนลาว

                    และยังมีอีกหลายประเทศที่จีนจะเข้ามากลืน

                    โดยเฉพาะประเทศไทย

    เข้าชม : 656
    จากสำนึกสู่ปากกา 10 อันดับล่าสุด
          แวะวัดหนองพะองของหลวงปู่ทองอยู่
          ทางลอดที่สามแยกบางคูเชื่อมบายพาส (2)
          ทางลอดที่สามแยกบางคูเชื่อมบายพาส(1)
          ความซื่อสัตย์
          อาลัยแป๊ะล้าน หมี่ล๊กเที้ยน
          ทำไมต้องสร้างอุโมงค์ลอด
          อุโมงค์ลอดที่สี่แยกโลตัส (๒)
          อุโมงค์ลอดที่สี่แยกโลตัส(๑)
          ระวังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตแตก
          ประเพณีถือศีลกินผัก
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน