[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: บทวิเคราะห์การเมือง
  • มุมบริหารสไตล์ คสช. มุมปราบทุจริตที่ดูคล้ายจริงจัง
    บทวิเคราะห์การเมือง : อัพเดทเมื่อ จันทร์ ที่ 29 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559



                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 กลุ่มคณะนายทหารชุดหนึ่งมองบ้านเมืองในขณะนั้นว่า มีการเกิดกับดักแห่งความขัดแย้ง  มีกับดักทางความเหลื่อมล้ำ  มีกับดักแห่งความเสื่อมถอย มีกับดักแห่งความสับสน ส่งผลให้เกิดวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อ จนกลายเป็นสังคมสองขั้ว ส่งผลให้อำนาจรัฐไม่น่าเชื่อถือ กลายเป็นว่า

                    ประเทศไทยในห้วงระยะเวลานั้นกลายเป็น

                    ทศวรรษแห่งความมืดมน

                    ส่งผลให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.วางพันธกิจของตัวเองว่า ประเทศจะต้อง

                    มั่นคง

                    มั่งคั่ง

                    ยั่งยืน

                    การเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.จึงวางนโยบายเอาไว้ 11 ด้านเพื่อแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. นับจากปกป้องเชิดชูสถาบัน  รักษาความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสเข้าถึงบริการรัฐ

                    โดยการวางนโยบายเร่งด่วนเอาไว้ 18 ด้าน โดยมุ่งเน้นที่แรงงานต่างด้าวและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีวาระแห่งชาติเอาไว้ 11 ด้านนับจากการปฏิรูปการศึกษา  การบริการจัดการ โดยจัดวางระบบบูรณาการเอาไว้สำหรับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ นับแต่ชุมชน จังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาค

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า การเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.จะวางแผนป้องกันมิให้เกิดการทุจริตด้วยการให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นด้วยการป้องกันผู้ทุจริตไม่ให้มีอำนาจทางการเมือง

                    ขณะเดียวกันการเข้ามาของ คสช.กลับโดนอารยประเทศบีบคั้นบังคับเรื่องการค้ามนุษย์จนรัฐบาลต้องประกาศจัดสรรทรัพยากรทั้งเวลา  บุคลากรและทุน เพื่อปฏิรูปการแก้ไขปัญหาทั้งระบบที่แสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาทุกมิติ

                    ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า การเข้ามาบริหารกิจการด้านการคลังของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งทุ่มเทให้รัฐบาลสร้างความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินเพื่อดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อหวังจะให้มีการรองรับการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจในการกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้การผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เพื่อให้กลายเป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้ไม่มีคนไทยในวัยทำงานที่ต้องการทำงานเพราะในระดับแรงงานยังต้องอาศัยแรงงานต่างชาติ กลายเป็นวาทะสำคัญของพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่พูดไว้ที่เชียงรายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า นายจ้าง ลูกจ้าง ต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน แบบหุ้นส่วน เพราะเมื่อนายจ้างอยู่ได้ลูกจ้างก็อยู่ดี

                    เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่พลเอกศิริชัย จะพูดในงานกล่าวเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานจังหวัดเชียงรายเพื่อรองรับประชาคมอาเซียนว่า การเข้าสู่ เออีซี เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายกระทรวงแรงงาน เราใช้แนวทางประชารัฐ เพิ่มความขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตามมาตรฐานสากล และการจัดระบบการหางานทำ โดยทาง Smart Job Center บรรจุงานไปแล้วกว่า 175,000คน เพื่อการทำงานที่

                    มั่นคง

                    มั่งคั่ง

                    และยั่งยืนตลอดไป

                    วันนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงจัดวางระยะเวลาในการจดทะเบียนต่างด้าวระหว่างวันที่ 1 เมษายนจนถึงวันที่ 29 กรกฏาคม 2559 ด้วยการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวและทำงานได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561  โดยกลุ่มที่จดทะเบียนตามนโยบาย คสช. เมื่อปี 2557 บัตรสีชมพู ที่จะครบกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 2559 รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี รวมถึงกลุ่มที่มีหนังสือเดินทางและเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางชั่วคราว เอกสารรับรองบุคคล โดยไม่รวมถึงเหล่าบรรดากลุ่มแรงงานที่เข้ามาทำงานตามMOU และที่จดทะเบียนในกิจการประมงทะลและแปรรูปสัตว์น้ำใน 2  ระยะที่ผ่านมา

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า มีการวางโทษเอาไว้สำหรับคนที่ทำผิดกฏหมายว่า คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องโดนจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือไม่ทำงานตามประเภทหรือลักษณะงานและกับนายจ้าง ณ ท้องที่หรือสถานที่และเงื่อนไขตามที่ได้รับอนุญาต ต้องโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า รัฐบาล คสช.ยังได้กำหนดโทษของนายจ้างและสถานประกอบการเอาไว้ว่า หากรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้ามาทำงานต้องปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่นายจ้างๆเอาไว้หนึ่งคน หรือการรับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน แต่ไม่ได้อนุญาตให้ทำงานกับตนเองต้องปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ให้คนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานนอกเหนือจากประเภทหรือลักษณะงานที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ณ ท้องที่หรือสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ต้องปรับไม่เกิน 10,000 บาท

                    กลายเป็นการมองว่า ทุกครั้งที่ใกล้ถึงกำหนด จะมีการออกมากล่าวข่มขู่และวางโทษต่าง ๆ แต่ภายใต้ข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว

                    แทบจะเรียกว่า ไม่มีการดำเนินการใดในทางกฏหมายทั้งที่เห็นกันซึ่งหน้า

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้กระแสเกี่ยวกับรถบ้านและรถยนต์ส่วนตัวของนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยกำลังกลายเป็นปัญหากระทบกระเทือนต่อธุรกิจที่พักหรือโรงแรมรวมไปถึงอุบัติภัยที่จะเกิดจากอุบัติเหตุในการขับขี่คนละระบบ

                    ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้ส่วนราชการที่งัวเงียกำลังเริ่มต้นจะตื่นขึ้นมาลืมตาเหลือบซ้ายมองขวาหาต้นตอว่าเกิดจากอะไร ก่อนจะสะลึมสะลือสั่งการให้รถส่วนบุคคลที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ใช้กฏหมายด้านศุลกากร  ตรวจคนเข้าเมืองเป็นองค์ประกอบหลัก แต่สำหรับการใช้รถใช้ถนนจะต้องใช้ประเด็นของพระราชบัญญัติการจราจรและเงื่อนไขด้านพระราชบัญญัติรถยนต์เป็นแกน

                    โดยกรมการขนส่งทางบก ได้ร่างประกาศของกรมการขนส่งทางบกเอาไว้แต่รอลงนาม และรอใช้เป็นกฏกระทรวงคมนาคมเพื่อใช้เป็นแนวทางว่าด้วยการนำรถมาใช้ในประเทศเป็นการชั่วคราวสำหรับประเทศที่ไม่มีอนุสัญญา/ข้อตกลง ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๘และคณะกรรมการกฤษฏีกาได้เห็นชอบ เพื่อเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งให้กระทรวงคมนาคมลงนามในประกาศ

                    ซึ่งมีการสรุปประเด็นของการกำหนดค่าธรรมเนียมในการนำรถเข้ามาใช้ชั่วคราว รวมถึงเงื่อนไขหลักเกณฑ์การนำรถเข้ามาที่ต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกำหนดเอาไว้ วันนี้รอลงนามแค่นั้น โดยวันนี้กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการออกแบบการ Link ข้อมูลการขออนุญาตเสร็จแล้ว โดยระบบเป็นการเชื่อมร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลออนไลน์ที่จุดผ่านแดนถาวรแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและป้องกันการแอบอ้างปลอมแปลงเอกสารการอนุญาต

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้รัฐบาล คสช.ประกาศก้องว่าจะตรวจสอบขุดคุ้ยทุจริตในรัฐบาลที่ผ่านมา แต่วันนี้ตรวจสอบได้เพียงแค่

                    การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว หรือแทรกแซงราคาข้าว

                    ที่วันนี้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.ออกมายืนยันว่าข้าวไม่หายยังอยู่ครบ เจ้าหน้าที่กรอกตัวเลขผิด

                    กลายเป็นประเด็นว่า

                    คณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งขึ้นมา

                    ได้ตรวจจริง หรือตรวจปลอม และผลการตรวจออกมาอย่างไร ถึงมีการกรอกตัวเลขผิดและตัวเลขถูก

                    กลายเป็นประเด็นคำถามอื่นว่า

                    เรื่องทุจริตอื่น ๆ ที่เคยตรวจสอบกลายเป็น

                    มวยล้ม

                    ใช่หรือไม่

                    ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันก่อนนางสุวณา สุวรรณจูฑะ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ.เคยสรุปเรื่องส่งปลัดกระทรวงยุติธรรมและกรรมการ ปปช.ว่า

                    การทุจริตการจัดซื้อเครื่องเล่นเด็กและเครื่องออกกำลังกายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาผิดตาม พรบ.ฮั้ว

                    และอื่น ๆ อีก

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ศูนย์อำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายานั่งบริหารอยู่ออกข่าวรายวันเกี่ยวกับเรื่องนี้

                    อย่าลืมเป็นอันขาดว่า วันนี้ทุกอย่างหายเข้ากลีบเมฆ พร้อมๆกับการปิดปากเงียบที่จะพูดถึงเรื่องนี้ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คสช.และประธาน ศอ.ตช.และพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.ตช.

                    ฤา วันนี้นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ.และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เคยตรวจสอบเรื่องนี้ และวันนี้ในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช.

                    จะลืมเรื่องการสอบสวนและที่เคยให้ข่าวในอดีตอย่างสิ้นเชิงหมดสิ้นแล้วหรือ?

                    ฤา คสช.ต้มประชาชนให้ตายใจว่าจะ

                    ตามสอบ ตามดำเนินการปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะเริ่องเครื่องเล่นและเครื่องออกกำลังกายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                    กระนั้นหรือ ?

                                                                                                                                                                                                                                 ทีมข่าวการเมือง
        
    เข้าชม : 390
    บทวิเคราะห์การเมือง 10 อันดับล่าสุด
          ข้าราชการดีเด่น -การทุจริต-กระบวนการคัดเลือก ใสสะอาดแน่หรือ?
          ปราบโกงปาหี่หรือของจริง ฤา ปราบโกงสองปีเป็นแค่ลมหายใจที่ผ่านรูจมูก
          ไยคนกันเองออกมาค้านรัฐธรรมนูญ ไยปชป.ไร้เยื่อใยต่อรัฐธรรมนูญ
          ทวงคืนผืนป่า จัดระเบียบชายหาด ฤา เป็นแค่ปาหี่ประเทศไทย
          ภัยแล้ง บทพิสูจน์ความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ
          ข้าราชการดีเด่น -การทุจริต-กระบวนการคัดเลือกใสสะอาดแน่หรือ?
          ปราบคอร์รัปชั่น เน้นทำงานรวดเร็ว เอาผิดคนโกง...แน่ใจหรือ 8 องค์กรอิสระทำได้ ?
          โถ...ต้วมเตี้ยม สตง. เพิ่งตื่นสอบทุจริตเครื่องเล่นเด็ก
          5 มีนาคม วันนักข่าว เราจะยึดมั่นอุดมการณ์
          มุมบริหารสไตล์ คสช. มุมปราบทุจริตที่ดูคล้ายจริงจัง
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน