[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: คุยประสาชาวใต้
  • ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
    คุยประสาชาวใต้ : อัพเดทเมื่อ จันทร์ ที่ 2 เดือน เมษายน พ.ศ.2555


     

    โดยข้อเท็จจริง แผนการก่อวินาศกรรมภายในตัวเมืองหาดใหญ่ คือ”ธง”ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาทุกยุคทุกสมัย นับตั้งแต่ขบวนการพูโลยังเป็นแกนนำการแบ่งแยกดินแดน ซึ่ง หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ และหะยีดาโอ๊ะ ท่าน้ำ ก็เคยสั่งการให้วางระเบิดสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ หลายต่อหลายครั้ง ต่อมาเมื่อขบวนการบีอาร์เอ็นฯเป็นแกนนำในการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดน ก็มีการวางระเบิดสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ในครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ปีแรก และมี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็น  มท 1 และเป็นที่มาของคำว่า”โจรกระจอก” ต่อจากนั้น หาดใหญ่ ก็ตกเป็นเป้าระเบิดอีกหลายครั้ง เช่นระเบิดสนามบินนานาชาติหาดใหญ่เมื่อ 5 ปีก่อน ต่อจากนั้น ก็มีการก่อวินาศกรรมในตัวเมืองหาดใหญ่หลายต่อหลายครั้งเช่นระเบิดหน้าห้างคาร์ฟูร์ และที่อื่นๆ  โดยเฉพาะในย่านถนนเสน่หานุสรณ์ ซึ่งเป็นย่านการค้าและท่องเที่ยว ที่มีชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นย่าน”ถนนคนเดิน” และเหตุระเบิดหาดใหญ่เพิ่งจะห่างหายไปเมื่อครั้งที่ พล.อ.พิเชษฐ  สัยจร เป็นแม่ทัพภาคที่ 4  ต่อเนื่องด้วย พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนี้ เท่ากับว่า”หาดใหญ่” ไม่มีระเบิดยาวนานถึง 4 ปีเต็ม



                    แต่ใน 4 ปี ที่ผ่านมา “บีอาร์เอ็นฯ” เพียรพยายาม ลำเลียงวัตถุระเบิดเข้ามาในกลางใจเมืองหาดใหญ่หลายครั้ง เช่นนำมาซ่อนไว้ใน”รีสอร์ต” แห่งหนึ่งน้ำหนักถึง 20 กก. แต่ถูกตรวจพบ และอีกหลายต่อหลายหน ที่ระเบิดทั้งหมดถูกสกัดไว้รอบนอกเมืองหาดใหญ่ และหลายครั้งที่ชุดปฏิบัติการ วางระเบิด ที่มาฝังตัวในเมืองหาดใหญ่ ถูกตรวจพบและหลบหนี ทำให้”ระเบิด”ที่”บีอาร์เอ็นฯ” ต้องการให้เกิดขึ้นที่”หาดใหญ่”กลายเป็น”ระเบิดด้าน” ในที่สุด

                    ดังนั้นระเบิดทีโรงแรมลีการ์เดนท์พลาซ่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 จึงเป็นระเบิดที่ บีอาร์เอ็นฯ ปฏิบัติการได้เข้า”โฟกัส”ตามที่ต้องการ เพราะ”ลีการ์เดนท์” คือโรงแรมและศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุด สูงที่สุด    และเป็นศูนย์รวมนักท่องเที่ยว มาเลเซีย-สิงคโปร์ มากที่สุด “ลีการ์เดนท์”คือสัญลักษณ์ของ”หาดใหญ่” ระเบิดที่เกิดใน”ลีการ์เดนท์” พร้อมคนตาย คนเจ็บจำนวนหลายร้อยคน  จึงเป็นความเจ็บปวดของ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ไม่สามารถ ป้องกัน จุดยุทธศาสตร์ ทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้ได้

                    อีกประเด็นหนึ่งที่”ลีการ์เด้น” คือเป้าหมายของการก่อวินาศกรรม เนื่องจาก”เสี่ยฮง” หรือ วันชัย ลีละศิธร  เจ้าสัวใหญ่แห่ง”ลีการ์เด้นพลาซ่า” คือหนึ่งในผู้สนันสนุนโครงการวิทยุเครื่องแดง ซึ่งเป็นวิทยุแจ้งเหตุภาคประชาชนของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ดังนั้นการระเบิด”ลีการ์เด้น” เท่ากับเป็นการ ข่มขวัญ ของกลุ่มทุนหาดใหญ่ ที่ให้การสนับสนุนการสร้างความสงบสุขของ กอ.รมน.

                    การระเบิด”กล่องดวงใจ”ของ”หาดใหญ่” ในครั้งนี้ คงจะไม่ต้องไปกล่าวหาหน่วยงานของรัฐว่า”หละหลวม”ในการป้องกัน หรือ”ล้มเหลว”ในด้านยุทธศาสตร์และยุทธวิธี เพราะเท่าที่เห็น การทำหน้าที่ของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ส่วนหน้า พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.ภ.9 และนายกฤษฎา บุญราช ผวจ.สงขลา ซึ่งมีการประชุมประสานงานกันโดยตลอด  รวมทั้งเห็นถึงความเข็มแข็งของเครือข่ายวิทยุเครื่องแดงของศูนย์มณโฑ ภายใต้การดูแลของ มณฑลทหารบกที่ 42  ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า”หาดใหญ่” น่าจะรอดพ้นจากการก่อวินาศกรรมของ”บีอาร์เอ็นฯ”ได้อย่างตลอดรอดฝั่ง แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

                    เหตุผลสำคัญที่ทำให้ การควบคุมพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุร้ายใน”หาดใหญ่” มีอุปสรรค คือ ณ วันนี้มีผู้คนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”โยกย้าย” เข้ามาอาศัยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่นับหมื่นคน ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่โยกย้ายมาเพราะไม่ต้องการอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดเพราะได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตในเรื่องความไม่ปลอดภัย และกลุ่มที่แฝงเข้ามาอยู่เพื่อค้ายาเสพติด ทำผิดกฎหมาย ส่งยุทธภัณฑ์ขายให้กับ”แนวร่วม”ในพื้นที่ 3 จังหวัด และกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาฝังตัวอยู่ คือ”แนวร่วม” ที่”บีอาร์เอ็นฯ” ส่งเข้าม ฝังตัว เพื่อประสานงานกับ”แกนนำ” ทั้งทางด้าน การคลัง ด้านธุรการ และ รอโอกาสในการก่อการร้าย ยิ่งจำนวนผู้คนใน 3 จังหวัดหลั่งไหลเข้ามาสู่ “นครหาดใหญ่” มากเท่าไหร่ การป้องกัน การตรวจค้น ยิ่งยากมากขึ้น  การแยกแยก การระมัดระวังยิ่งทำได้ยาก เพราะสังคมของหาดใหญ่บางส่วน บางพื้นที่ กำลังถูกกลืน จนกลายเป็นสังคมของผู้คนจาก 3 จังหวัด

                    วันนี้ จึงไม่ควรจะกล่าวโทษว่าใครผิดใครถูก ที่ปล่อยให้”แนวร่วม”นำรถยนต์ที่ประกอบเป็น”คาร์บอมบ์” จนโรงแรมและห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดเสียหายอย่างหนัก   และที่หนักกว่าคือเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวของ”หาดใหญ่”อาจจะทรุดยาวอีกนับปี   แต่สิ่งที่ กองทัพ ปกครอง ท้องถิ่น และ ตำรวจ และ รัฐบาล ต้องเร่งดำเนินการคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประชาชน กับประเทศเพื่อนบ้าน ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความด้วยประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่นๆเป็นองค์ประกอบด้วย และต้องมีแผนการป้องกัน การเผชิญเหตุที่ชัดเจน เพื่อเรียกความเชื่อมันของทุกภาคส่วนให้คืนมา

                    สิ่งที่หน่วยงานของรัฐ ว่าจะเป็น กอ.รมน. ตำรวจ หรือ ปกครองต้องปรับปรุงอย่างแรกคืองาน”การข่าว” เพราะงานการข่าวของทุกหน่วยไม่ลึกและกว้างเพียงพอ เช่น กอ.รมน.ทราบข่าวการประกอบระเบิดครั้งนี้ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ก่อนเกิดเหตุ แต่ไม่ทราบว่า เป้าหมายการวางระเบิดอยู่ที่ไหน ซึ่งถือว่าเป็นการข่าวที่”ล้มเหลว” ดังนั่นใน “หาดใหญ่” งานการข่าวต้องมี”สายข่าว”แฝงตัวอยู่นทุกชุมชนที่เป็น”เป้าหมาย” ต้องปรับปรุงหน่วยงานตำรวจที่เกี่ยวกับการโจรกรรมรถยนต์ จยย.ที่ถูกนำมาประกอบ”คาร์บอมบ์”โดยใช้เจ้าหน้าที่ ผู้มีความรู้ ความชำนาญในแต่ละด้าน ไม่ใช่ใครก็ได้เข้ามาอยู่ในหน่วย และแม้กระทั่งในเรื่องการตรวจรถยนต์-จยย.ที่ผ่านจุดตรวจ หรือที่เข้าไปในโรงแรม ในสถานที่ต่างๆ ต้องใช้วิธีการพิเศษทั้งสิ้น และสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือจากภาคประชาชน



                    เหตุการณ์”ตึกนรก” 5 ชั่วโมง ที่เกิดขึ้นกับโรงแรมและศูนย์การค้า”ลีการ์เด้นพลาซา” ในครั้งนี้ ได้เห็นถึง”จุดบอด”มากมาย โดยเฉพาะแผนเผชิญเหตุ ที่ไม่ประสิทธิภาพ  ตั้งแต่การดับเพลิงที่”กระท่อนกระแท่น” อุปกรณ์ผู้คน การสั่งงาน ที่ไม่พร้อม ขาดการประสานกับหน่วยงานอื่นๆของท้องถิ่น  อุปกรณ์ต่างๆไม่ทันสมัย ทั้งที่ หาดใหญ่เป็น”มหานคร” มีตึกระฟ้า จำนวนมาก ซึ่งย่อมเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นเหตุการณ์ที่”ลีการ์เด้น” จึงเป็นบทเรียนบทหนึ่ง ที่”ท้องถิ่น” ต้องปรับขบวนการทำงาน เพื่อให่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสถานการณ์ เพราะสถานการณ์เช่นนี้ จะยังเกิดขึ้นกับ”หาดใหญ”อีกหลายครั้ง หาก รัฐบาล ยังไม่มี”ช่องทาง” ยุติการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดนลงได้ในเร็ววัน

                    และการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ของ บีอาร์เอ็นฯ มาจากการเปิดแผนเชิงรุกทางการเมืองของ กอ.รม. ซึ่งเป็นการรุกทาง”การเมือง” เช่นการเปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อสันติภาพ ที่เริ่มได้ผล แสดงว่า บีอาร์เอ็นฯ กลัวการพูดคุย กลัวทหารไม่ใช้ความรุนแรง ดังนั้นเมื่อ บีอาร์เอ็นฯ กลัววิธีการรุกทางการเมือง สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเปิดพื้นที่พูดคุยต่อ และต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ แต่ในขณะเดียวกับ กอ.รมน. ต้องมีแผนทางยุทธวิธี ในการป้องกันการก่อเหตุร้ายของ บีอาร์เอ็นฯ ที่ได้ผลด้วย

                    ขอให้ความ”ล้มเหลว”ในครั้งนี้ ก่อให้เกิด”พลัง” จากภาคประชาชนและหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย จะได้หันมาวางแผนป้องกันเหตุ สร้างแผนเผชิญเหตุ และพัฒนาบุคคลกรให้มีความรู้ ความสามารถที่ตรงกับงาน และทุกหน่วยงานควรยุติการ”ค้ากำไร” หรือค้า”สงคราม” โดยเอา”วิกฤติ”ของประเทศชาติ และความทุกข์ยากของประชาชนเป็น”โอกาส”เพราะหากวันนี้ ทุกฝ่ายยังไม่มี”เอกภาพ”ในการ”บูรณาการ”ร่วมกัน เราคงจะเห็นภาพ ความสูญเสีย อย่างที่เกิดขึ้นที่”ลีการ์เด้นพลาซา”อีกนับครั้งไม่ถ้วน


    ไชยยงค์ มณีพิลึก

     

    เข้าชม : 1580
    คุยประสาชาวใต้ 10 อันดับล่าสุด
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน