[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by _VERSION

ผู้สนับสนุน










ผู้สนับสนุน
.

  • คอลัมน์ - บทความ:: คุยประสาชาวใต้
  • ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    คุยประสาชาวใต้ : อัพเดทเมื่อ เสาร์ ที่ 5 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2555


            ภัยแทรกซ้อน ที่เป็นตัวช่วยให้สถานการณ์ความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำรงอยู่ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนั้น มีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรก คือภัยจากขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นขบวนการที่ยิ่งใหญ่ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนิดที่ 2 คือ ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน ซึ่งเป็นขบวนการที่มีนักการเมือง ทุกระดับมีส่วนร่วม และมีเจ้าหน้าที่  ร่วมวงรับผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ขบวนการนี้ นอกจากจะเกี่ยวข้องโดยการ สนับสนุนทางการเงินกับ”แนวร่วม” เพื่อก่อการร้ายแล้ว ยังเป็นขบวนการ ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะทำให้รัฐขาดรายได้จากภาษีน้ำมันประมาณ เดือนละ 300 ล้านบาท ( เฉพาะการลักลอบใน จ.นราธิวาสเพียงแห่งเดียว) และในทางอ้อม เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค เพราะมีการนำสารต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น

          ดังนั้นการขจัด ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน จึงเป็นหนึ่งในภารกิจของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่ง พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งได้มีการจัดกำลังจาก ฉก.ชุดต่างๆ ปฏิบัติการ กวาดล้าง จับกุม ตรวจค้น ในพื้นที่แนวชายแดน และโกดังน้ำมันเถื่อน ในพื้นที่ต่างๆ มาตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน  ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อ้างว่า สามารถจับกุมได้ของกลางกว่า 50,000 ลิตร ได้ของกลาง ทั้งรถยนต์ และ เรือประมงดัดแปลง มูลค่ากว่า 15 ล้าน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เจ้าหน้าที่สามารถ ได้หลักฐาน เส้นทางการสนับสนุนทางการเงิน ระหว่างขบวนการผู้ค้าน้ำมันเถื่อน กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ชัดเจน ว่ามีการ เชื่อมโยงทางการเงิน เพื่อใช้ในการก่อเหตุร้าย และเหตุร้ายครั้งใหญ่ๆ ที่เป็น”คาร์บอมบ์” หลายครั้ง ใน จ.ยะลา และ นราธิวาส เป็นการ ตอบโต้ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ปฏิบัติการจับกุมขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน

          โดย พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เปิดเผยว่า ชายแดน อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส คือเส้นทางลำเลียงน้ำมันเถื่อน ทั้งทางบกและทางทะเล ที่สำคัญ เนื่องจากมีท่าข้ามกว่า 12 แห่ง มีผู้ที่อยู่ในขบวนการ ที่เป็นทั้งผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลร่วมอยู่ในขบวนการ  ที่ผ่านมาจากการเข้าจับกุม ยึดได้อาวุธปืนสงคราม กล้องอินฟาเรด ที่ใช้ตรวจการในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ   มีการพยายามเจรจากับ เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อติดสินบนมาโดยตลอด

           และที่สำคัญจากการเข้าตรวจค้น จับกุม โกดังน้ำมันเถื่อน ของผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง ใน จ.นราธิวาส พบว่าเกี่ยวข้องกับ นายอาหามะ ยูโซ๊ะ ซึ่งเป็น”แนวร่วม” การก่อการร้าย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ และจากการตรวจค้น จับกุม 14 แห่ง ในพื้นที่ จ.ยะลา ที่เป็นเครือข่ายของนาย  ม. ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลผู้หนึ่งพบบัญชี การส่งเงินให้ โรงเรียนตาดีกาแห่งหนึ่ง ใน ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ครั้งละ 400,000 - 600,000 บาทต่อครั้ง

          และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเครือข่ายของ โรงเรียนดังกล่าว พบโครงสร้างอำนาจรัฐทับซ้อน มีนายกอเดร์ อาลีมามะ เป็นแกนนำฝ่ายเศรษฐกิจ และมีนายอาหมัด ตืองะ แกนนำฝ่ายทหารเขตงานยะลา และเมื่อตรวจสอบโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากโกดังน้ำมันเถื่อนของนายสุไหงมิง อาลีมามะ พบว่าเชื่อมโยงกับนายอาบัส สือแต ซึ่งเป็น “แนวร่วม” ปล้นปืนของกองร้อย  ร้อย ร.15121

           จากการเข้าตรวจค้น โกดังที่เก็บน้ำมันเถื่อน ยังพบว่าแต่ละโกดัง มีการนำเอาสารเคมีต่างๆ มาผสมในน้ำมัน เพื่อปลอมปนในน้ำมันดีเซล และเบนซิน ก่อนที่จะส่งขายให้กับลูกค้า  ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ใช้น้ำมันเถื่อน เช่นเครื่องยนต์เสียหาย และสิ่งที่พบจากการนำเครื่องบินลาดตระเวนในน่านน้ำแนวชายฝั่ง พบว่าท้องทะเลชายฝั่งจังหวัดนราธิวาส ได้รับความเสียหายจากน้ำมันเถื่อน  โดยเรือประมงดัดแปลง ที่ใช้ในการบรรทุกน้ำมันเถื่อน ทิ้งน้ำมันลงทะเลเป็นจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม ทำให้ท้องทะเลเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเถื่อน เป็นการก่อมลภาวะที่ร้ายแรง ที่สร้างความเสียหายให้กับท้องทะเลอย่างย่อยยับ

         แต่ พล.ท.อุดมชัย ฯ ก็ยอมรับว่า การปราบปรามน้ำมันเถื่อน ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ เพราะทุกครั้งที่มีการตรวจค้น จับกุม ผู้ค้ารายใหญ่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีการตอบโต้จาก”แนวร่วม” ด้วยการ ก่อวินาศกรรม โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ และนอกจากนั้น ยังมีปัญหา มวลชน ที่ไม่เข้าใจในเรื่อง ภัยแทรกซ้อน ที่เกิดจากขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ จึงมุ่งจับกุมเฉพาะรายใหญ่ๆ  ทำให้ประชาชนเห็นว่า การจับกุมของ กอ.รมน. ล้มเหลว เพราะเห็นทุกพื้นที่ เต็มไปด้วย การจำหน่าย น้ำมันเถื่อน ที่ แบบบรรจุขวด บรรจุแกลลอน และ ปั๊มหลอด เป็นจำนวนมาก  เหตุผลที่ เจ้าหน้าที่ยังไม่จับกุม การจำหน่ายน้ำมันเถื่อน ในชุมชนต่างๆ เพราะเห็นว่า เป็นการค้าของชาวบ้าน จึงเน้นในการจับกุมรายใหญ่ โดยเชื่อว่า ถ้าจับกุมรายใหญ่ได้ จะทำให้จำนวนน้ำมัน ที่ส่งขายกับผู้ค้ารายย่อยหมดลงไปด้วย

           กอ.รมน.ภาค 4 ได้มีการบูรณาการร่วมกับ กรมศุลกากร  กองทัพเรือ และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการปราบปรามน้ำมันเถื่อน  โดยจะเน้นหนักในการค้าน้ำมันเถื่อนทางทะเล ซึ่งมีจำนวนมากกว่า น้ำมันเถื่อน ทางบก ซึ่งน้ำมันเถื่อนทางทะเลมีการลักลอบน้ำเข้าหลายล้านลิตรต่อวัน ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถือว่า การปราบปรามขบวนการน้ำมันเถื่อน เป็นภารกิจหนึ่งที่เป็นภัยแทรกซ้อน ที่จะต้องปราบปรามให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาก็ตาม

          แต่อย่างไรก็ตาม  ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีเฉพาะการนำเข้าทางทะเล และ ทางบก เท่านั้น แต่ยังมีการใช้ กลโกง นำเข้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซีย   โดยบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ใช้รถเทเลอร์ ขนาด 42,000 ลิตร นำน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย โดยวิธีการ” ผ่านทาง” ไปยังประเทศพม่า แต่โดยข้อเท็จจริงน้ำมันเหล่านั้นไม่ได้นำเข้าประเทศพม่าแต่นำน้ำมันไปจำหน่ายในประเทศไทย แถบจังหวัดภาคตะวันออก และภาคกลาง โดยส่งเพียงเอกสารผ่านแดน เพื่อแสดงว่ามีการส่งน้ำมันไปยังประเทศพม่าแล้ว รวมทั้งมีการ”สำแดงเท็จ” กับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ชายแดน จ.สงขลา น้ำเข้า น้ำมันดีเซล จากประเทศมาเลเซียเข้ามา  โดย”สำแดงเท็จ” ว่าเป็นน้ำมัน ที่ไม่มีคุณภาพ เพื่อเสียภาษีในราคาถูก ซึ่งเป็น กลโกง ระหว่าง บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยไหน กล้าที่จะ ปฏิบัติการ ตรวจสอบ เพื่อ จับกุม

          และ จากข้อมูลของ สำนักงาน ปปง. ที่ระบุว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเงินที่ตรวจสอบที่มา ที่ไปไม่ได้ หมุนเวียนอยู่มากถึง 61,000 ล้านบาท ซึ่ง สวนทางกับเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างต่อเนื่องจากเหตุความไม่สงบ โดยเชื่อว่าเงินจำนวน 61,000 ล้าน เป็นเงินที่ใช้ในการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และ ธุรกิจนอกกฎหมายอื่นๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง ปปง.เอง ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบ  เพื่อจับกุม ยึดทรัพย์ ในข้อหาการฟอกเงินได้ เนื่องจากยังไม่มีการออกกฎหมายที่เป็นกฎกระทรวงมารองรับการทำหน้าที่ของ ปปง.

          และทั้งหมดที่กล่าว คือ ภัยแทรกซ้อน ที่หากไม่มีการดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาด และจริงจัง การที่จะทำให้ สถานการณ์ การก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้   ยุติลงในเร็ววัน คงจะเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น “นายทุน”หรือ”ข้าราชการ” ส่วนหนึ่ง ต่างยึดถือ”วิกฤติ” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็น”โอกาส” ในการแสวงหาความร่ำรวย โดยไม่มีใครสนใจถึง”หายนะ” ของประเทศแต่อย่างใด และที่สำคัญที่สุดคือ หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ยังคงใช้วิธี”ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

     

    ไชยยงค์ มณีพิลึก

    เข้าชม : 1529
    คุยประสาชาวใต้ 10 อันดับล่าสุด
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึกคุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
          ไชยยงค์ มณีพิลึก คุยประสาชาวใต้
    .
    ข่าวเด่นประจำวัน