คู่มือการวางแผนจัดซื้อรถลิฟท์ไฟฟ้าให้พอดีกับความต้องการ
- SIANGTAI TEAM
- Jul 9
- 1 min read
การจัดซื้อรถลิฟท์ไฟฟ้า (Electric Forklift) ไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณหรือโปรโมชันจากผู้จำหน่าย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอิงข้อมูลการใช้งานจริงของคลังสินค้าอย่างรอบด้าน เพราะการเลือกรถที่ไม่เหมาะสมอาจกลายเป็นภาระที่ทำให้ต้นทุนบานปลาย ทั้งในแง่พลังงาน การซ่อมบำรุง หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยของพนักงานเอง ต่อไปนี้คือแนวทางวางแผนจัดซื้อรถลิฟท์ไฟฟ้าให้ “พอดี” และคุ้มค่าที่สุด

1. ประเมินปริมาณงานในคลังให้ชัดเจนก่อน
จุดเริ่มต้นสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานในคลังอย่างละเอียด เช่น
ปริมาณสินค้าที่ต้องเคลื่อนย้ายต่อวัน
ความถี่ในการโหลด-ขนถ่ายสินค้า
ลักษณะสินค้าหนัก/เบา ขนาด/รูปทรง
เส้นทางเคลื่อนย้ายภายในคลัง (ระยะทาง, ความชัน, ทางลาด, ทางโค้ง)
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถประเมินกำลังของรถลิฟท์ที่ต้องการได้ชัดเจน เช่น หากมีการขนถ่ายพาเลตหนักกว่า 2 ตันอย่างต่อเนื่อง ก็ควรเลือกใช้รถที่มี Load Capacity สูงพอ ไม่ควรหวังให้รถขนาดเล็กทำงานหนักตลอดวัน เพราะจะเสื่อมเร็วและสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าปกติ
2. เลือกรถลิฟท์ไฟฟ้าให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน
รถลิฟท์ไฟฟ้ามีหลายประเภท เช่น
3-Wheel Counterbalance เหมาะกับพื้นที่แคบและการหมุนตัวในซอกซอย
4-Wheel Counterbalance เหมาะกับงานหนัก/งานนอกอาคารที่ต้องการความมั่นคง
Reach Truck เหมาะกับคลังสินค้าที่มีชั้นวางสูง และต้องการความแม่นยำในการยกขึ้น-ลง
Pallet Mover / Stacker ใช้กับงานย้ายพาเลตระยะสั้นในโซนแคบ
การเลือกให้ตรงกับงานจะช่วยลดความเมื่อยล้าให้พนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และยืดอายุเครื่องจักรโดยตรง
3. วางแผนจำนวนและรอบการใช้งานให้สอดคล้องกับระบบพลังงาน
“ไม่ควรซื้อรถลิฟท์เกินความจำเป็น” เพราะการมีรถมากเกินไปอาจทำให้บางคันไม่ได้ใช้งานต่อเนื่อง เกิดการสลับชาร์จไฟโดยไม่จำเป็น และทำให้ค่าบำรุงรักษาบานปลาย
สิ่งที่ควรทำคือ
วิเคราะห์ “Cycle Time” ของการทำงานในแต่ละช่วงเวลา
วางตารางการใช้งานให้กระจายรถให้หมุนเวียนกันใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
วางจุดชาร์จไฟให้เหมาะสม เช่น ไม่ไกลเกินจนเสียเวลา หรือไม่ใกล้กันเกินไปจนมีคิวรอ
หากใช้ระบบ Lithium-ion battery ควรตั้งกฎการชาร์จ Opportunity Charging ที่ชัดเจน เช่น ชาร์จช่วงพักเบรกเท่านั้น เพื่อรักษาอายุแบตเตอรี่และลดค่าไฟฟ้า
4. คำนึงถึงการดูแลรักษาและความปลอดภัยในระยะยาว
อย่าลืมว่าการใช้รถลิฟท์ไฟฟ้าในพื้นที่คลังที่มีพนักงานเดินร่วมอยู่ตลอด ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยสูงสุด
ควรเลือกรถที่มีระบบ Speed Control, Horn Alert, และ Blue Light Safety Lamp
จัด Training พนักงานทุกคนเกี่ยวกับ “Safe Operation Zone”
จัดทำระบบ Maintenance เชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) แบบรายเดือน เพื่อไม่ให้เกิด Downtime หรืออุบัติเหตุจากรถเสียระหว่างงาน
5. ทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนซื้อจริง ควรให้ผู้จำหน่ายจัดรถทดลอง (Demo Unit) มาวิ่งในคลังจริง เพื่อดูว่ารถสามารถเข้าถึงทุกพื้นที่และรับน้ำหนักตามที่ระบุได้จริงหรือไม่ อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการปรับสเปกรถ หรือเลือกอุปกรณ์เสริม เช่น ชุดงายก, กล้องหลัง, ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ ฯลฯ ให้เหมาะสมกับหน้างานมากขึ้น
การวางแผนจัดซื้อรถลิฟท์ไฟฟ้าที่ดี ต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่คลัง สภาพงาน และรูปแบบการใช้จริง แล้วจึงค่อยเลือกสเปกรถและจำนวนที่ “พอดี” มากกว่าความคิดแบบ “เผื่อไว้ก่อน” ซึ่งจะส่งผลให้ระบบโลจิสติกส์ภายในคลังมีประสิทธิภาพสูง ประหยัดค่าใช้จ่าย และปลอดภัยในระยะยาว
หากวางแผนได้ดีตั้งแต่แรก รถลิฟท์ไฟฟ้าจะไม่ใช่แค่เครื่องมือขนของ แต่คือทรัพย์สินสำคัญที่ยกระดับการบริหารคลังสินค้าให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับอุตสาหกรรม







Comments